ความสุขของอาร์ตติสต์
posted on 28 Jan 2013 14:42 by zairen in Diary, Gallery กลางคืนของวันที่ 27 ผมได้มีบทสนทนาสั้นๆกับมิตรรักชาว exteen @xiaoxian
เรื่องใกล้ๆตัวของคนชอบวาดรูป
เชื่อว่าชาว exteen หลายคนก็เข้ามาอยู่ใน community นักสร้างสรรค์นี้ด้วยรสนิยมใกล้เคียงกัน ครั้งแรกที่ผมสมัครบล๊อกที่นี่ก็ไม่ได้มีเป้าหมายอะไร แต่ในช่วงเวลาหนึ่งบล๊อก exteen ก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนหอศิลป์ที่ผมจะเอาไว้อวดงานอดิเรกของตัวเองได้ เพราะถ้าไม่เอามาโพสที่นี่ ตอนนั้นมันไม่มีช่องทางอื่นในการเข้าถึงมากเท่าสมัยนี้
สมัยเบบี๋ผมเริ่มวาดภาพตามพี่สาวที่วาดรูปเก่ง พอเข้าอนุบาลก็เลยชนะเด็กคนอื่นในชั้นไปหลายช่วงตัว เป็นช่วงเวลาที่ป๊อปปูลาร์มาก ในวัยนั้นใครวาดรูปเก่งนั้นเปรียบดังประกาศกผู้นำสาส์นจากพระเจ้าที่ทุกคนเชื่อถือ (ล้อเล่น)
พอขึ้นประถมก็เริ่มอ่านการ์ตูน วาดการ์ตูนตามหนังสือ เอาสีไม้ใส่กล่องไปโรงเรียนทุกวัน เป็นช่วงที่การวาดรูปยังคงเป็นเรื่องเท่ๆที่ไม่กี่คนในสายชั้นจะทำได้ดี ในงานแข่งวาดภาพประจำปีก็จะมีมือดีมาประชันกัน แย่งชิงที่หนึ่งที่สอง วันพ่อวันแม่ วันสุนทรภู่ คริสต์มาส เรียกว่ามีเวทีให้ประลองยุทธ์โชว์กระบวนท่ากันตลอดปี
เมื่อขึ้น มอต้น เป็นช่วงเวลาแห่งการปรับตัวและพบเจอสิ่งใหม่ๆ งานอดิเรกที่รักของผมก็ยังติดตัวตามมาด้วย แต่ไม่ได้มอบความสุขให้เท่าที่เคย ช่วงนี้เป็นช่วงแรกแห่งวัยรุ่นหัวนมแตกพาน ใครไม่เคยลองเกก็เกกันใหญ่ คนดูการ์ตูนเริ่มกลายเป็นเด็กอมมือที่จะถูกกลุ่มอื่นโตแซงไปทางรสนิยม (ได้ด้วย) และเป็นช่วงแห่งการตามกระแส ตามความนิยม และตามกลุ่มเพื่อนเป็นสำคัญ ตอนมอต้นผมได้พบกับเพื่อนที่มีความชอบ มีงานอดิเรกไม่เหมือนกันหลายต่อหลายคน เป็นการเปิดโอกาสให้เราเรียนรู้สิ่งอื่นๆ แต่ในขณะเดียวกัน งานอดิเรกเดิมของผมก็ลดอัตราการเจริญเติบโต และความน่าสนใจลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
จนกระทั่งผมได้เข้าถึง internet เป็นครั้งแรก นอกจากจะมีไว้ให้ผมติดเกมออนไลน์แล้ว ผมยังได้พบว่า สังคมของผมไม่ได้สิ้นสุดแค่เพื่อนในโรงเรียน มันยังมีคนที่นิยมชมชอบในสิ่งเดียวกันอยู่อีกหลายต่อหลายคน มีคนที่ทำได้ดีกว่าเรา รักในสิ่งนี้มากกว่าเรา มันเป็นจุดเล็กๆที่สำคัญที่ยังทำให้การวาดรูปยังไม่ทิ้งผมไป สิ่งที่น่าขันขื่นคือเมื่อเราให้เวลากับสิ่งนี้มากขึ้น เมื่อคนภายนอกมองเข้ามา ภาพที่เขาเห็นคือเด็กหัวเกรียนคนหนึ่งที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับคอมพิวเตอร์ แทนที่จะเอาเวลาไปเตะบอล เล่นกีตาร์ เรียนภาษา หรือช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
เมื่อเรียนชั้น มอปลาย ชีวิตเด็กไทยจะมีอะไรมากไปกว่าการเรียนหนังสือ เรียนพิเศษ เรียนหนังสือและเรียนพิเศษ เพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย อย่างที่อาจารย์แต่ละวิชาพร่ำสะกดจิตนักเรียนทุกคน นักเรียนสายวิทย์ที่มีความฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนเลยกลายเป็นดังไส้ติ่งของสังคม คือมึงมาทำอะไรที่นี่ คงไม่ค่อยมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลว่าทำไมคนที่ไม่สนใจเรียนวิทยาศาสตร์และวิชาคำนวณถึงสมควรศึกษาต่อในแผนการเรียนวิทย์คณิต นอกเสียจากระบบการศึกษาที่ตลกแบบเศร้าๆ ผมจึงไม่มีคำตอบให้กับตัวเองว่า เราจะวาดรูปเล่นในคาบเรียนไปทำไม สิ่งนี้ยังมอบอะไรให้เราอีกบ้าง
มองย้อนกลับไป ผมค่อนข้างใจร้ายกับการวาดรูปของตัวเองมากทีเดียว ถ้าเปรียบการวาดรูปเป็นคนรักของผม ตลอดมาจะเห็นได้ว่าผมทิ้งเค้าอยู่คนเดียวบ่อยมาก และเมื่ออยากกลับไปหาเค้า ก็มีแต่เค้าที่ยังรอผมอยู่อย่างเดิม อาจมีแค่ผมคนเดียวที่คอยแต่ตั้งคำถามว่าการวาดรูปยังมอบอะไรให้ผมบ้าง แต่กลับกันแล้ว ผมมอบอะไรให้ความชอบนี้ของตัวเองบ้าง นอกจากการคืนดีกันเป็นครั้งคราว และการหาความสุขเพียงชั่วครู่ (เปรียบแล้วดูเหี้ยจุงเบย)
ตอนนี้พ้นสภาวะเด็กหัวเกรียนแล้ว เอนท์ติดแล้วไม่ต้องไปตึกอุ๊แล้ว ลุกๆเดินๆอยู่ในรั้วมหาลัยมาจะสามปีแล้ว เพิ่งจะมีสติมาถกกับตัวเองว่า เรากับการวาดรูปจะอยู่ด้วยกันอีกนานแค่ไหน เพราะฉันก็ไม่รู้ระหว่างเราคืออะไร มันคืออะไรที่เธอคิดกับฉัน คนที่สนใจ หรือเล่นเล่นไป นานแค่ไหน ที่เราจะคบกัน
ยิ่งมาอยู่ในสังคมแห่งนักสร้างสรรค์ (ผมเรียนคณะสถาปัตย์) ที่ซึ่งทุกคนมีของ มีโพเทนเชี่ยล และมีความรักความทุ่มเทให้กับสิ่งที่เขาสนใจ คนอื่นเขาเท่ชิบหายเลยนะ เพื่อนที่ชอบถ่ายภาพ ก็เป็นช่างภาพดูเป็นมืออาชีพ เพื่อนที่ชอบทำแบบ ก็ประกวดแบบกันเป็นล่ำสัน ล่ารางวัลอย่างน่าภาคภูมิใจแทนพ่อแม่มัน คนโลเลเหลาะแหละอย่างผมได้แต่ทำตาปริบๆแล้วหันมามองหน้าการวาดรูปของตัวเองที่ยังครึ่งๆกลางๆ เผลอๆคนอื่นๆที่ไม่ได้ชอบวาดรูปอย่างผม จะทำได้ดีกว่าผมเสียด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าวันนั้นจะคิด จะพบเจออะไรมา พอหมดวัน ผมก็กลับมานั่งหน้าคอมตัวเดิม สแกนภาพที่วาดเล่นในคาบเรียน แต่งช็อพแล้วก็โพส
มันเป็นเรื่องน่าปวดใจเล็กๆที่สิ่งที่ทำให้เรามีความสุข เป็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่ค่อยเห็นคุณค่าระหว่างทางของมัน แต่พอมาตกลงกับตัวเองได้ ก็เพิ่งจะคิดได้ว่า มันจำเป็นจริงๆหรือ ที่จะต้องมีคนมายอมรับความสุขของเรา พอคิดได้มาถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกว่าความขุ่นข้องหมองใจที่ผ่านมาเป็นแค่เรื่องโง่ๆ
รำพันมานาน ความหมายที่อยากบอกผู้อ่านที่มีความรักชอบในแบบของตัวเองทุกท่าน ก็คือ มีความสุขกับมันเถอะครับ ผมเพิ่งมาคิดได้ว่ามันเป็นโชคดีของผมมากที่หาพบว่าตัวเองชอบที่จะทำอะไร และมันดีแค่ไหนที่ผมหามันเจอแล้วในตอนนี้ มันนานแค่ไหนที่คอยเธอมา รู้สึกไหมว่าชีวิตคุ้มค่า เมื่อมีใครสักคนข้างกาย ฮูว เบยเบ
เราอาจจะไม่เท่ตอนนั่งเฉยๆในห้องรกๆแล้วขยับปากกาวาดภาพ เราอาจไม่เป็นที่ชื่นชมของใครตอนเรานึกสนุกนั่งออกแบบอะไรตามใจตัวเอง แต่คนอื่นก็ไม่มีวันรู้ว่ามันวิเศษขนาดไหน เมื่อยามที่เราเป็นผู้ชมของนิ้วมือข้างถนัด ชวนดินสอเต้นรำบนกระดาษขาว ทิ้งหลักฐานทางจินตนาการของเราไว้ตลอดไป ผมเขินทุกครั้งเลยนะเวลาดูภาพที่ตัวเองวาดสมัยก่อน เพราะมันไม่ได้แสดงแค่ว่าเราวาดรูปสวยแค่ไหน บ่อยครั้งมันยังบันทึกอารมณ์ความรู้สึกขณะที่จรดดินสอลงบนกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้ด้วย ยิ่งเป็นภาพที่ใส่ใจวาดมากเท่าไหร่ ปริมาณความจุอาจมากกว่า external harddisk สักลูก ทั้งๆที่เป็นแค่กระดาษแผ่นเดียว
เขียนไรเยอะแยะ เดี๋ยวก็ร้องเพลงอีก
จะไม่บอกว่าจะพยายามอัพบล๊อกบ่อยๆ ดูเหมือนเป็นคำสาปถ้าพูดคำนี้ออกไป เอาเป็นว่าถ้าเห็นผมมาก็ช่วยอ่านมันหน่อยละกัน 55555
ก่อนไปแถมรูปนึง

Love Your Life ของ Toyosaki Aki ฮ่ะ
ไปและ บ๊ายย์!
อนึ่ง ผมไม่คิดว่าตัวเองเป็น artist เลยนะ แค่ตั้งชื่อมาแซวหนังความสุขของกะทิ
Tags: diary5 Comments
เป็นบทความที่ดีมากๆเลยค่ะ

เราก็เป็นคนหนึ่งที่คิดว่าความสุขอยู่การลงมือทำและเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆระหว่างทาง ไม่ใช่ปลายทางหรือผลสำเร็จของมัน
#1 By puppy on 2013-01-31 08:54