วันนี้มาแปลก ใช่ว่าจะหาเรื่องปัดฝุ่นบล๊อกนะครับ (ที่จริงก็นิดหน่อย - -*) แต่จริงๆแล้ว ตั้งใจจะมาเตือนทุกๆคน เรื่อง
ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตกันให้มากขึ้น เท่านั้นเองครับ
อันว่าเรื่องมันก็มีที่มาล่ะนะ
คือ ผมเนี่ย รู้จักคนสองคน ที่เป็นวัยรุ่น เป็นแค่นักเรียน ม.ปลาย เหมือนๆเราๆท่านๆเนี่ยแหละครับ เค้าทั้ง 2 คน ก็ไม่ได้คิดได้ฝันว่า ตัวเองจะเคราะห์ร้าย ประจุเพาะประเหมาะพันธุ์ ให้เกิดมัน เนื้องอกในสมอง ขึ้นมา
คนหนึ่ง เป็นเพื่อนสนิทผม รู้จักกันมาตั้งแต่ ม.ต้น
อีกหนึ่ง เป็นญาติห่างๆ นับตามลำดับญาติ ได้เป็นหลานของน้า (ของผม)
ทั้งสองคน ปฏิบัติจริยวัตรธรรมดาเยี่ยงปุถุชนคนไทยทั่วไป ไม่ได้ไปต้องรังสี ไม่ได้ไปเป็นลูกหลานของเหยื่อปรมาณูฮิโรชิมาที่ไหน
แต่เมื่อพอคราวคนมันจนด้วยเคราะห์ ด้วยซวย ด้วยห่าด้วยเหวอะไรก็ระบุไม่ได้
เค้าก็มีเนื้องอกในสมอง งอกขึ้นมาภายในกะโหลกศีรษะ
เวลาผ่านไปๆ ไอเจ้าเพื่อนสนิทของผม จากที่มันนอนโรง'บาลมาทั้งเทอม ไปเยี่ยมมันก็หลายหนอยู่ หลังจากรับการผ่าตัดแล้ว มันก็กลับมาปายับปายี้ มาโรงเรียนได้ เหมือนนักเรียน ม.ปลาย เดินดินสามัญทั่วไป
ราวกับห้วงเวลาที่ทุกคนตกทุกข์ระทมใจไปกับเขานั้นเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่ง เป็นเพียงลมร้าย ที่พัดมาประให้กระวายใจเล่นๆ ก็พัดผ่านไป สุดท้ายแล้ว ก็กลับมา Happy Ending
แต่กระไรเลยเล่ากับเด็กชายอีกคนหนึ่ง ที่แพทย์ได้กล่าวปฏิเสธว่า อาการของโรคที่ค่อยๆลุกลามมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีใครใคร่จะรู้ นั้นเกินจะเยียวยา ที่ทำได้ในตอนนี้ คือให้เค้าใช้ชีวิต ที่เหลือของเขา อย่้างที่เขาอยากให้นานที่สุด บนเตียงคนไข้
ซึ่งหลังจากเวลาผ่านไปๆ ผมก็เพิ่งทราบจากน้าเมื่อครู่นี้ เค้าก็ เสียชีวิตอย่างสงบแล้ว
ความยุติธรรมใดอีกเล่าจะมีอยู่ในโลก ผมบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่า เด็กชายสองคนนี้เค้าต่างกันตรงไหน
ทำไมเค้าสองคนถึงต้องมารับเคราะห์จากโรคอัปรีย์ที่เกิดขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่รู้
ทำไมเด็กชายคนหนึ่ง ถึงได้มีโอกาส กลับมาใช้ชีวิตที่เหลือของเขา อย่างที่เขาต้องการ
แล้วก็ทำไม เด็กชายอีกคนหนึ่ง ถึงถูกเอาชีวิต เอาเวลาที่เหลืออยู่ เอาความฝันของเขาไป อย่างไร้ที่มาสาเหตุ โดยสิ้นเชิง?
จุดประสงค์ของคนเขียน entry นี้ ไม่ได้ต้องการจะให้ผู้อ่าน หวาดกลัวโรคเนื้องอกในสมอง รึอะไรประมาณนั้น
แต่จริงๆแล้ว ผมแค่อยากให้ทุกคน เข้าใจชีวิต ที่เราได้มา ที่เราถือครอง ที่เราดิ้นรนอยู่ในทุกๆวันนี้ ให้มันมากขึ้นเสียอีกสักนิด
ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ขันธ์ ทั้ง 5 ย่อมไม่เที่ยง
ความจริง มันก็ไม่ถึงกับจำเป็นถึงขนาดจะต้องเข้าใจคำเหล่านี้ ให้มันละเอียดถี่ถ้วนอะไรมากนักหรอกครับ (แต่ใครมีโอกาส ลองศึกษาให้ถ่องแท้ แน่นอนว่าดีกว่าครับ)
เอาแค่ว่า ให้ตั้งชีวิต อยู่ในความไม่ประมาท ก็พอแล้วมั้งครับ
ชีวิตไม่ได้จบสิ้นที่เราอายุ 60 ปลายๆนะครับ มันอาจจะจบ เพราะรถชน ทั้งๆที่คุณเพิ่งจะเอ็นท์ติด หรือเพราะไฟดูด หลังจากปิดคอม ก็สามารถเป็นได้นะครับ
ให้ความตั้งใจ กับทุกๆอิริยาบถของชีวิต ตั้งแต่นี้ไป
ถ้าคิดว่ามันยากไปมั้ง ก็ เอาให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ แล้วกันครับ
แล้วคุณก็จะได้ไม่มานั่งกุมเข่า นึกเสียดายทีหลัง หลังจากคุณเสียชีวิตไปน่ะครับ
อนึ่ง โอ้ว สาระเต็มๆ ทำไปได้ ;p
ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตกันให้มากขึ้น เท่านั้นเองครับ
อันว่าเรื่องมันก็มีที่มาล่ะนะ
คือ ผมเนี่ย รู้จักคนสองคน ที่เป็นวัยรุ่น เป็นแค่นักเรียน ม.ปลาย เหมือนๆเราๆท่านๆเนี่ยแหละครับ เค้าทั้ง 2 คน ก็ไม่ได้คิดได้ฝันว่า ตัวเองจะเคราะห์ร้าย ประจุเพาะประเหมาะพันธุ์ ให้เกิดมัน เนื้องอกในสมอง ขึ้นมา
คนหนึ่ง เป็นเพื่อนสนิทผม รู้จักกันมาตั้งแต่ ม.ต้น
อีกหนึ่ง เป็นญาติห่างๆ นับตามลำดับญาติ ได้เป็นหลานของน้า (ของผม)
ทั้งสองคน ปฏิบัติจริยวัตรธรรมดาเยี่ยงปุถุชนคนไทยทั่วไป ไม่ได้ไปต้องรังสี ไม่ได้ไปเป็นลูกหลานของเหยื่อปรมาณูฮิโรชิมาที่ไหน
แต่เมื่อพอคราวคนมันจนด้วยเคราะห์ ด้วยซวย ด้วยห่าด้วยเหวอะไรก็ระบุไม่ได้
เค้าก็มีเนื้องอกในสมอง งอกขึ้นมาภายในกะโหลกศีรษะ
เวลาผ่านไปๆ ไอเจ้าเพื่อนสนิทของผม จากที่มันนอนโรง'บาลมาทั้งเทอม ไปเยี่ยมมันก็หลายหนอยู่ หลังจากรับการผ่าตัดแล้ว มันก็กลับมาปายับปายี้ มาโรงเรียนได้ เหมือนนักเรียน ม.ปลาย เดินดินสามัญทั่วไป
ราวกับห้วงเวลาที่ทุกคนตกทุกข์ระทมใจไปกับเขานั้นเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่ง เป็นเพียงลมร้าย ที่พัดมาประให้กระวายใจเล่นๆ ก็พัดผ่านไป สุดท้ายแล้ว ก็กลับมา Happy Ending
แต่กระไรเลยเล่ากับเด็กชายอีกคนหนึ่ง ที่แพทย์ได้กล่าวปฏิเสธว่า อาการของโรคที่ค่อยๆลุกลามมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีใครใคร่จะรู้ นั้นเกินจะเยียวยา ที่ทำได้ในตอนนี้ คือให้เค้าใช้ชีวิต ที่เหลือของเขา อย่้างที่เขาอยากให้นานที่สุด บนเตียงคนไข้
ซึ่งหลังจากเวลาผ่านไปๆ ผมก็เพิ่งทราบจากน้าเมื่อครู่นี้ เค้าก็ เสียชีวิตอย่างสงบแล้ว
ความยุติธรรมใดอีกเล่าจะมีอยู่ในโลก ผมบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่า เด็กชายสองคนนี้เค้าต่างกันตรงไหน
ทำไมเค้าสองคนถึงต้องมารับเคราะห์จากโรคอัปรีย์ที่เกิดขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่รู้
ทำไมเด็กชายคนหนึ่ง ถึงได้มีโอกาส กลับมาใช้ชีวิตที่เหลือของเขา อย่างที่เขาต้องการ
แล้วก็ทำไม เด็กชายอีกคนหนึ่ง ถึงถูกเอาชีวิต เอาเวลาที่เหลืออยู่ เอาความฝันของเขาไป อย่างไร้ที่มาสาเหตุ โดยสิ้นเชิง?
จุดประสงค์ของคนเขียน entry นี้ ไม่ได้ต้องการจะให้ผู้อ่าน หวาดกลัวโรคเนื้องอกในสมอง รึอะไรประมาณนั้น
แต่จริงๆแล้ว ผมแค่อยากให้ทุกคน เข้าใจชีวิต ที่เราได้มา ที่เราถือครอง ที่เราดิ้นรนอยู่ในทุกๆวันนี้ ให้มันมากขึ้นเสียอีกสักนิด
ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ขันธ์ ทั้ง 5 ย่อมไม่เที่ยง
รูป ย่อมไม่เที่ยง
เวทนา ย่อมไม่เที่ยง
สัญญา ย่อมไม่เที่ยง
สังขาร ย่อมไม่เที่ยง
วิญญาณ ย่อมไม่เที่ยง
เวทนา ย่อมไม่เที่ยง
สัญญา ย่อมไม่เที่ยง
สังขาร ย่อมไม่เที่ยง
วิญญาณ ย่อมไม่เที่ยง
ความจริง มันก็ไม่ถึงกับจำเป็นถึงขนาดจะต้องเข้าใจคำเหล่านี้ ให้มันละเอียดถี่ถ้วนอะไรมากนักหรอกครับ (แต่ใครมีโอกาส ลองศึกษาให้ถ่องแท้ แน่นอนว่าดีกว่าครับ)
เอาแค่ว่า ให้ตั้งชีวิต อยู่ในความไม่ประมาท ก็พอแล้วมั้งครับ
ชีวิตไม่ได้จบสิ้นที่เราอายุ 60 ปลายๆนะครับ มันอาจจะจบ เพราะรถชน ทั้งๆที่คุณเพิ่งจะเอ็นท์ติด หรือเพราะไฟดูด หลังจากปิดคอม ก็สามารถเป็นได้นะครับ
ให้ความตั้งใจ กับทุกๆอิริยาบถของชีวิต ตั้งแต่นี้ไป
ถ้าคิดว่ามันยากไปมั้ง ก็ เอาให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ แล้วกันครับ
แล้วคุณก็จะได้ไม่มานั่งกุมเข่า นึกเสียดายทีหลัง หลังจากคุณเสียชีวิตไปน่ะครับ
อนึ่ง โอ้ว สาระเต็มๆ ทำไปได้ ;p